|
เบญจธรรม กัลยาณธรรมในสิกขาบทที่ ๑ เมตตา กรุณา
เมตตา หมายถึง ความรัก ความหวังดีต่อผู้อื่น ได้แก่ความคิดปรารถนาจะให้เขาเป็นสุข ตนได้สุขสำราญแล้ว ก็อยากให้ผู้อื่นได้บ้าง คุณข้อนี้เป็นเหตุให้สัตว์คิดเกื้อกูลกันและกัน การแสดงเมตตานั้นเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนควรทำ เพราะแต่แรกเราต้องอาศัยความเมตตาของผู้อื่นมาก่อนจึงมีชีวิตยืนยาวมาได้ เมื่อเราโตแล้วก็ควรแสดงเมตตาแก่ผู้อื่นบ้าง
การแสดงเมตตา เมื่อกล่าวโดยการแผ่ไปในผู้อื่น มีลักษณะ ๒ อย่าง คือ ๑. โอทิสสะผะระณา ได้แก่การแผ่ไปโดยเจาะจง คือแผ่ไปโดยกำหนดสัตว์ตัวนั้น ตัวนี้ หรือบุคคลนั้น บุคคลนี้ กลุ่มนั้น กลุ่มนี้ ไม่ทั่วไป ๒. อโนทิสสะผะระณา ได้แก่การแผ่ไปโดยไม่เจาะจง คือแผ่ไปในสัตว์ไม่มีประมาณไม่มีกำหนด การแผ่ลักษณะนี้จึงมีอานิสงส์มากกว่าลักษณะแรก คำแผ่เมตตา ในการเจริญเมตตา พึงแผ่ไมตรีจิตไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายว่า สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อะเวรา จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อัพยาปัชฌา จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้เบียดเบียดซึ่งกันและกันเลย อะนีฆา จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด
(การแผ่เมตตาลักษณะนี้เป็นการแผ่แบบ อโนทิสสะผะระณา)
อานิสงส์ของเมตตา เมื่อบุคคลเจริญเมตตาสม่ำเสมอแล้ว ย่อมได้รับอานิสงส์ ๑๑ ประการ คือ ๑. หลับเป็นสุข ๒. ตื่นก็เป็นสุข ๓. ไม่ฝันร้าย ๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย ๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย ๖. เทวดาย่อมรักษา ๗. ไฟ ยาพิษ ศัสตราไม่อาจกล้ำกรายได้ ๘. จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเร็ว ๙. สีหน้าเบิกบานผ่องใส ๑๐. เมื่อตาย มีสติไม่หลงตาย ๑๑. เมื่อยังไม่อาจบรรลุธรรมได้ ย่อมเกิดเป็นพรหมอยู่ในพรหมโลก
กรุณา หมายถึงความสงสาร ได้แก่ความคิดปรารถนาจะให้เขาปราศจากทุกข์ เมื่อเห็นทุกข์เกิดขึ้นแก่ผู้อื่น ก็พลอยหวั่นใจไปด้วย คุณธรรมข้อนี้เป็นเหตุให้สัตว์คิดช่วยเหลือกันและกัน ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเมตตา คือ พยาบาท ความปองร้ายผู้อื่น ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกรุณา คือ วิหิงสา ความเบียดเบียน
|